http://ramnpt1.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« July 2014»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

สถิติ

เปิดเว็บ20/07/2009
อัพเดท03/02/2011
ผู้เข้าชม113,695
เปิดเพจ170,495

รายชื่อนักศึกษา

วิชาการ

ประชาสัมพันธ์

กิจกรรม (New Events)

เกร็ดความรู้&ความรู้ทั่วไป

ข่าสาร (News Update)

Alternative content

iGetWeb.com

คำบรรยายวิชา PS 704 รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์

คำบรรยายวิชา PS 704 รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์

คำบรรยายวิชา PS 704 แนวคิดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548

 

ช่วงแรกอาจารย์ถามนักศึกษาเรื่อง Modernization, Westernization และการพัฒนา นักศึกษาส่วนใหญ่ตอบว่า

-Modernization คือความทันสมัยทางเทคโนโลยี วัตถุ มีความเหมาะสมกับช่วงเวลาในยุคนั้น ๆ

-Westernization คือการทำให้เป็นตะวันตก เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้มีความเจริญก้าวหน้ามาก่อนทำให้ประเทศในภูมิภาคอื่นต้องเอาอย่าง แต่คนตะวันออกบางกลุ่มมองว่าการพัฒนาตามแบบตะวันตกไม่ใช่สิ่งดีเป็นการทำลายคุณค่าของความเป็นตะวันออก ภูมิปัญญาตะวันออกนั้นจะเน้นที่จิตใจและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติในขณะที่ตะวันตกเน้นที่วัตถุ จริง ๆ แล้วมีหลายเรื่องที่ตะวันตกขโมยภูมิปัญญาตะวันออกไป เช่น ตัวเลขอารบิกคิดค้นโดยคนอาหรับแต่ฝรั่งก็นำไปใช้อย่างแพร่หลาย ข้อเสียของคนตะวันออกคือไม่ค่อยจดบันทึกไม่เหมือนฝรั่งทำให้ความรู้หลายอย่างของตะวันออกถูกคนตะวันตกขโมยไปและเราก็ชื่นชมว่าเขาดีกว่า เก่งกว่า

คำว่า Westernization น่าจะเกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคมที่ประเทศในยุโรปนำกองเรือออกค้นหาดินแดนใหม่เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบ

-การพัฒนา (Development) คือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ระบบการสื่อสารโทรคมนาคม การปฏิรูประบบราชการแต่ก็ยังมีความทันสมัยแต่ไม่พัฒนาอยู่ กล่าวคือมีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัยซื้อมาจากตะวันตกแต่การบริการประชาชนยังล่าช้าจึงควรพัฒนาข้าราชการควบคู่กันไปด้วย

คำว่าการพัฒนาน่าจะเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปและสหรัฐอเมริกาทำให้โลกเกิดความแตกต่างเป็นประเทศโลกที่ 1, 2 และ 3 มนุษย์ต้องการให้ชีวิตมีความสะดวกสบายอยู่แล้วจึงต้องพัฒนาตัวเอง ศัพท์คำว่าพัฒนาจึงเป็นภาพรวมหมายถึงการทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สนองตอบความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้น

 

อาจารย์กล่าวสรุปว่า

Modernization แปลว่า ความทันสมัยซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงแต่มาเน้นที่ช่วงเวลา

Development แปลว่า การพัฒนาซึ่งมักจะอิงกับตะวันตก (ประเทศมหาอำนาจในยุโรป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันและสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศอื่น ๆ ในยุโรปปัจจุบันไม่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว) การพัฒนาโดยเลียนแบบตะวันตกเป็นแค่สมมุติฐานหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด

การพัฒนาของประเทศไทยเริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองหลังจากมีองค์การสหประชาชาติและเกิดแนวความคิดว่าประเทศทั้งหลายควรมีการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันเพราะไม่เช่นนั้นแล้วโลกจะมีประเทศร่ำรวยเพียงไม่กี่ประเทศในขณะที่มีประเทศยากจนเป็นจำนวนมากมายมหาศาล เมื่อแตกต่างกันมากเกินไปประเทศทั้งหลายย่อมคบกันไม่ได้

ประเทศในโลกนี้แบ่งได้เป็นประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการพัฒนาแล้วไม่ได้หมายความว่าจะหยุดอยู่แค่นั้นแต่ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ การพัฒนาไม่มีวันสิ้นสุด หลังสงครามโลกครั้งที่สองประเทศต่าง ๆ ในโลกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มแต่ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

-ประเทศโลกที่ 1 (The First World) หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเมือง ได้แก่ กลุ่มประเทศทุนนิยมระดับนำ เช่น สหรัฐฯ (หัวหน้ากลุ่ม) อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือกลุ่ม G7 (สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น ปัจจุบันบวกรัสเซียเข้ามาเป็น G8) กลุ่มนี้มีบทบาทนำในโลก

-ประเทศโลกที่ 2 (The Second World) หมายถึง กลุ่มประเทศสังคมนิยมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ตามมาด้วยจีน คิวบา ยุโรปตะวันออก (โปแลนด์ เช็กโกสโลวเกีย ฮังการี เยอรมันตะวันออก อัลบาเนีย โรมาเนีย บัลแกเรีย ยูโกสลาเวีย) ประเทศสังคมนิยมในเอเชีย เช่น เวียดนามเหนือ เกาหลีเหนือ สาเหตุที่จัดกลุ่มนี้อยู่ในโลกที่สองเพราะแนวโน้มในการพัฒนาเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจถูกกำหนดโดยรัฐ รัฐเป็นเจ้าของทุกอย่างจึงน่าจะประสบความสำเร็จในการพัฒนา

-ประเทศโลกที่ 3 (The Third World) หมายถึง ประเทศที่เหลือจากสองกลุ่มแรก เป็นประเทศด้อยพัฒนา (Underdevelopment) แต่เพื่อถนอมน้ำใจจึงหันมาเรียกว่าประเทศพัฒนาน้อย (Less Developed) มีทรัพยากรธรรมชาติแต่ไม่ได้นำมาใช้ บุคลากรยังไม่ได้รับการพัฒนา

-ประเทศโลกที่  4 (The Forth World) หมายถึง ประเทศที่แย่กว่าโลกที่สาม มีทรัพยากรธรรมชาติแต่ถูกใช้หมดไปแล้วโดยปราศจากการวางแผน เป็นผลมาจากการกอบโกยของผู้นำประเทศที่ตักตวงความช่วยเหลือจากต่างประเทศเข้าไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวทำให้ประเทศชาติต้องยากจน เช่น เอธิโอเปีย ในอดีตเคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ปกครองโดยจักรพรรดิแต่เมื่อถูกทหารยึดอำนาจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยมเลิกล้มสถาบันกษัตริย์กลับบริหารประเทศอย่างล้มเหลว ถึงบัดนี้ประเทศชาติก็ไม่อาจฟื้นตัวได้ ประชาชนอดอยากหิวโหย เอธิโอเปียปัจจุบันอยู่ได้เพราะเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเท่านั้น

สาเหตุของการด้อยพัฒนา

ขณะนี้ประเทศในโลกที่ 2, 3 และ 4 กำลังดำเนินการพัฒนาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สาเหตุของการด้อยพัฒนาในประเทศทั้งหลายเป็นดังนี้

1.  ประวัติศาสตร์ ลัทธิการปกครอง การเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก (ยุโรปและสหรัฐฯ) เริ่มต้นจากประเทศในยุโรปออกไปยึดดินแดนประเทศในภูมิภาคอื่นที่อ่อนแอกว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ทันสมัยจึงต้องตกเป็นเมืองขึ้นแก่อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกสไป อย่างสเปนมีอาณานิคมอยู่ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เกือบทั้งหมด โปรตุเกสได้ประเทศบราซิลเป็นอาณานิคม อังกฤษได้ประเทศในอเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ) หลายประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และในเอเชีย ฝรั่งเศสเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแสนยานุภาพทางทหารในยุคนั้นล่าอาณานิคมในตอนเหนือของอเมริกา เช่น รัฐหลุยเซียนา นิวออร์ลีนส์

ประเทศเจ้าอาณานิคมเหล่านี้ได้เผยแพร่ลัทธิการปกครองตามแบบที่ตนต้องการให้แก่ดินแดนอาณานิคมของตน เช่น ประเทศใดเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ยึดการปกครองระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ประเทศอาณานิคมสหรัฐฯ อย่างฟิลิปปินส์ก็ยึดระบบประธานาธิบดี แต่ฝรั่งเศสไปปกครองประเทศใดกลับมีแต่กอบโกยผลประโยชน์ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งทางการเมืองไว้ให้ นี่คือผลพวงของการตกเป็นอาณานิคมทำให้ประเทศโลกที่ 3 บางกลุ่มไม่ได้รับการพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจ

2.  ประเทศอดีตอาณานิคมได้รับอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ลัทธิการเมือง ความเชื่อวัฒนธรรมจากประเทศแม่ เช่น อินโดจีนได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส โดยการพูดภาษาฝรั่งเศส มีวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศส ส่วนประเทศไทยไม่ได้เป็นอาณานิคมของใครแต่ก็รับวัฒนธรรมของเขามาหมดแสดงว่ามีความสามารถในการปรับตัวได้ดี

3.  มีลักษณะการพัฒนาที่มาจากศูนย์กลางตะวันตกซึ่งหมายถึงยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน) นั่นเอง ดังนั้นคำว่า Westernization จึงมีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ อังกฤษ ฝรั่งเศสมีอาณานิคมมากมายทั่วโลกยึดถือว่าตนเองเป็นศูนย์กลางจึงแบ่งประเทศในโลกเป็น

-ตะวันออกใกล้ เช่น ตุรกี ไซปรัส

-ตะวันออกกลาง ได้แก่ ประเทศแถบคาบสมุทรอาหรับ

-ตะวันออกไกล ได้แก่ ประเทศในเอเชีย

-กลุ่มประเทศโพ้นทะเล ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ศูนย์กลางการบริหารการปกครองอาณานิคมจะไปจากยุโรป ปัจจุบันประเทศอดีตอาณานิคมหลายแห่งได้พยายามสลัดภาพความเป็นเมืองขึ้นในอดีตออกไป เช่น คนลาว กัมพูชา เวียดนามตอนนี้พูดฝรั่งเศสไม่ได้แล้วแต่จะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นมากขึ้น เพราะการพูดฝรั่งเศสเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว อย่างคนเขมรตอนนี้ชอบเรียนภาษาอังกฤษและภาษาไทยมาก

4. พลเมืองในประเทศโลกที่สามคิดไม่เป็นเพราะถูกชี้นำ ถูกสั่งจากเจ้าอาณานิคมมาโดยตลอด เมื่อได้รับเอกราชแล้วนักการเมืองก็เอาเปรียบประชาชน

5.  รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงมีประเทศเกิดใหม่ที่ได้รับเอกราชมากมาย เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ กาน่า ไนจีเรีย อดีตอาณานิคมของอังกฤษ ประเทศเหล่านี้ยังมีเครือข่ายความสัมพันธ์กันอยู่ในนามของประเทศในเครือจักรภพ มีการช่วยเหลือกันด้านอาวุธ เทคโนโลยี กีฬา มีการประชุมกันเกือบทุกปี ในขณะที่ประเทศอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศสและสเปนจะไม่มีความผูกพันกันเช่นนี้ เมื่อได้รับเอกราชแล้วส่วนใหญ่จะปกครองในระบอบเผด็จการ

6.  องค์กรภาคประชาชน (NGO: Non Governmental Organization) ขาดเอกภาพ NGO เป็นองค์กรที่ประชาชนตั้งขึ้นเองไม่เกี่ยวกับรัฐบาลมีเครือข่ายทั่วโลก เช่น กรีนพีซ องค์กรนิรโทษกรรมสากล (ถือกำเนิดจากขุนนางอังกฤษคนหนึ่งได้ไปนั่งดื่มกาแฟที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โต๊ะข้าง ๆ มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังคุยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโปรตุเกสซึ่งเป็นรัฐบาลเผด็จการแล้วก็ถูกตำรวจจับตัวไป ขุนนางคนนี้คิดว่าอย่างนี้ไม่ยุติธรรมน่าจะมีองค์กรคอยตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลเผด็จการทำหน้าที่ตรวจสอบดูแลรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ)

ปัญหาคือในประเทศกำลังพัฒนาองค์กรภาคประชาชนเหล่านี้ขาดประสิทธิภาพ ไม่มีพลังเพราะประชาชนไม่เข้าใจว่าองค์กรเหล่านี้คืออะไร ทำงานอะไร NGO มักถูกมองในภาพลบสังคมไม่เข้าใจ ทำให้รัฐบาลเผด็จการในประเทศโลกที่ 3 ได้เปรียบ

7.  ประชาชนในประเทศโลกที่ 3 ไม่เชื่อถือนักการเมือง ความรู้สึกนี้แก้ไขได้ยาก เช่น นายนิกิต้า ครุสชอฟ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต มีอิทธิพลมากในการเมืองโซเวียต ครุสชอฟเคยกล่าวว่านักการเมืองชอบสัญญาว่าจะสร้างโน่นสร้างนี่ แม้แต่สัญญาว่าจะสร้างสะพานทั้ง ๆ ที่เขตเลือกตั้งของตนเองไม่มีแม่น้ำเลยสักสาย คำกล่าวนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่านักการเมืองในประเทศด้อยพัฒนาไม่น่าเชื่อถือ

8.  แนวการพัฒนาเป็นแบบจากบนสู่ล่าง รัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาตลอดเวลา ทุกอย่างมาจากข้างบนทั้งหมดซึ่งการพัฒนาที่ดีจะต้องคิดถึงคำพูดของจอห์น ล็อก นักปราชญ์ชาวอังกฤษที่ว่า การเป็นประชาธิปไตยหรือการจะมีสถาบันรัฐสภาต้องเกิดจากความต้องการของพลเมืองเสียก่อนจึงจะดี เมื่อประชาชนต้องการแล้วย่อมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย เมื่อนั้นประชาชนจะหวงแหน ผิดกับระบบที่สั่งมาจากข้างบนโดยที่ข้างล่างไม่ต้องการ การพัฒนาก็เช่นเดียวกันถ้ามาจากความต้องการของประชาชนจะมีความยั่งยืนและเป็นระบบมากกว่า

9. ประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ระบบเศรษฐกิจจะผูกขาด มีคนไม่กี่ตระกูลที่ร่ำรวยเป็นผู้กุมเศรษฐกิจในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน เช่น อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนพลเมือง 200 กว่าล้านคน มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายแถมยังมีน้ำมัน ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนแต่ก็ยังมีมหาเศรษฐีชาวอินโดนีเซียติดอันดับท้อปใน 20 คนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เศรษฐีไทยติดอันดับอยู่ประมาณคนหรือสองคน) มหาเศรษฐีอินโดนีเซียบางคนเอาเงินไปช่วยเหลือพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ จนมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่

เศรษฐีในประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้เกิดจากการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่าการผูกขาดตัดตอนคือรวยกันเฉพาะกลุ่ม ถ้าประเทศล่มจมแต่คนกลุ่มนี้จะไม่ล่มจมด้วยแต่จะมีที่ไป

10.  ขาดเรื่องสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรมไม่ดีคนทำผิดรอดแต่คนบริสุทธิ์ถูกลงโทษ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง ประเทศไทยก็ติดอันดับในเรื่องนี้เหมือนกัน ตะวันตก (สหรัฐฯ EU) มองว่าพม่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงมากจับผู้นำฝ่ายค้านที่ชนะการเลือกตั้งไปกักบริเวณอยู่หลายปี ใครแสดงความเห็นต่อต้านรัฐบาลจะต้องถูกจับดำเนินคดี

11.  รายได้ต่อคนต่อปีต่ำ แต่แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ก็มีความหลากหลาย บางสำนักบอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ดูที่รายได้ต่อคนต่อปี อีกสำนักบอกว่าต้องดูที่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถ้าช่องว่างน้อยแสดงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจประสบความสำเร็จมีการกระจายรายได้ดี แต่ถ้าช่องว่าห่างกันมากแสดงว่าการพัฒนาเศรษฐกิจล้มเหลว

ตัวเลขรายได้ต่อคนต่อปีของบางประเทศ (หน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ)

-แคนาดา 20,250 ดอลลาร์ ประชากร 30.9 ล้านคน

-สหรัฐฯ 32,616 ดอลลาร์ ประชากร 272.3 ล้านคน

-ฝรั่งเศส 25,425 ดอลลาร์ ประชากร 59.2 ล้านคน

-เยอรมัน 27,418 ดอลลาร์ ประชากร 82.5 ล้านคน

-ฟินแลนด์ 25,364 ดอลลาร์ ประชากร 5.2 ล้านคน

-ออสเตรีย 27, 347 ดอลลาร์ ประชากร 8.1 ล้านคน

-รัสเซีย 2,466 ดอลลาร์ ประชากร 146.6 ล้านคน (ค่อนข้างเป็นประเทศยากจนทั้ง ๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายทั้งน้ำมัน ป่าไม้ แร่ธาตุ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มที่ แถมยังเป็นหนี้ค่าข้าวจากไทยซื้อไปแล้วยังไม่จ่ายเงินรัสเซียจึงขอจ่ายเป็นเครื่องบินมิกแทนซึ่งไทยปฏิเสธไปเพราะเราใช้เครื่องบินเอฟของสหรัฐฯ)

-โปแลนด์ 4,149 ดอลลาร์ ประชากร 38.7 ล้านคน

-ญี่ปุ่น 25,129 ดอลลาร์ ประชากร 127 ล้านคน

-ฮ่องกง 23,474 ดอลลาร์ ประชากร 6.8 ล้านคน

-มาเลเซีย 2,772 ดอลลาร์ ประชากร 22.7 ล้านคน

-เกาหลีใต้ 6,135 ดอลลาร์ ประชากร 46.8 ล้านคน

-สิงคโปร์ 27,181 ดอลลาร์ ประชากร 3.2 ล้านคน

-ไต้หวัน 12,074 ดอลลาร์ ประชากร 21.9 ล้านคน

-อินเดีย 382 ดอลลาร์ ประชากร 986.2 ล้านคน

-อินโดนีเซีย 590 ดอลลาร์ ประชากร 208.2 ล้านคน

-เวียดนาม 324 ดอลลาร์ ประชากร 79.5 ล้านคน

-อาร์เจนติน่า 6,177 ดอลลาร์ ประชากร 36.2 ล้านคน

-บราซิล 4,820 ดอลลาร์ ประชากร 163.8 ล้านคน

-ไทย 2,135 ดอลลาร์ ประชากร 61.7 ล้านคน

การมองเฉพาะรายได้ต่อคนต่อปีไม่ได้ถูกต้องทั้งหมดเป็นแค่รายได้เฉลี่ย ถ้าจะให้ดีต้องดูการกระจายรายได้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยด้วย

12.  ประเทศด้อยพัฒนามักขาดแคลนอาหาร ประชาชนส่วนใหญ่อดอยากเนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรไม่สมดุลกับอัตราการเพิ่มประชากร

13.  ขาดเทคโนโลยี มีเฉพาะเทคโนโลยีชาวบ้าน (ซึ่งไม่ทำลายสภาพแวดล้อม)

14.  อัตราการเกิดสูง แต่บางประเทศมีการควบคุมการเกิด เช่น สิงคโปร์ จีน แต่นโยบายเหล่านี้ก็ทำให้มีปัญหาสังคมอย่างในประเทศจีนเมื่อต้องมีลูกได้คนเดียวคนจีนก็อยากได้แต่ลูกผู้ชาย ถ้าได้ลูกผู้หญิงมาพ่อแม่จึงต้องกำจัดไป ในอินเดียรัฐบาลเคยมีนโยบายควบคุมจำนวนประชากรทำให้ประชาชนไม่พอใจจนพรรคคองเกรสต้องแพ้การเลือกตั้ง

ประเทศไทยเคยมีอัตราการเกิดสูงแต่เมื่อเรารับนโยบายควบคุมการเพิ่มประชากรของสหประชาชาติมาปฏิบัติก็ทำได้ดีจนอัตราการเพิ่มของประชากรไทยอยู่ในระดับที่เหมาะสม

15.  เศรษฐกิจเป็นแบบการเกษตร ทำให้ยากต่อการควบคุมต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศฝนแล้งหรือน้ำท่วมก็มีปัญหา ไม่เหมือนการผลิตอุตสาหกรรมที่สามารถคุมได้ตั้งแต่ปริมาณ คุณภาพ ทำให้ประเทศเกษตรกรรมต้องกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา

(ทั้ง 15 ข้อนี้นักศึกษาต้องไปคิดดูว่าข้อไหนตรงกับประเทศไทยบ้าง)

ความด้อยพัฒนาที่มาจากสาเหตุทางเศรษฐกิจและการเมือง

เศรษฐกิจและการเมืองทำให้เกิดการด้อยพัฒนาได้เช่นเดียวกัน ดังนี้

1.  อัตราการเสียชีวิตของทารกเกิดใหม่สูง ในประเทศด้อยพัฒนาสุขอนามัยไม่ดีทำให้ทารกเกิดใหม่เสียชีวิตสูงมาก

2.  ความหวังในชีวิตเลื่อนลอย เช่น หลายคนต้องหมดหวังในชีวิตเพราะหางานทำไม่ได้

3.  ประชาชนขาดอาหาร ไม่มีที่อยู่อาศัย

4.  ไม่รู้หนังสือ เพราะสถาบันการศึกษาไม่เพียงพอหรือไม่มีเงินที่จะไปเรียนหนังสือ

5.  อาศัยความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากต่างประเทศในทุก ๆ เรื่อง  

6.  ผลิตผลการค้าล้าสมัย ผลิตผลจากประเทศด้อยพัฒนาแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผลไม้ที่ขายในประเทศด้อยพัฒนามักจะวางขายแบกะดิน แต่ผลไม้ของประเทศที่พัฒนาแล้วจะบรรจุหีบห่อสวยงามน่าซื้อ แม้แต่แตงโมญี่ปุ่นก็ยังดัดแปลงเป็นผลสี่เหลี่ยมได้เรียกว่า Cubic Melons เพื่อความสะดวกในการบรรจุหีบห่อและการขนส่ง เมืองไทยก็เคยพัฒนาทุเรียนไร้หนาม ในประเทศจีนมีการทำไข่ไก่ปลอมโดยเปลือกทำมาจากแคลเซียมและกรดคาร์บอนิก ไข่แดงไข่ขาวทำมาจากแป้ง ยางสน ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมพืช GMO ที่กลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำบรรยายวิชา PS 704 แนวคิดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ภาคเช้า

 

(ต่อจากเมื่อวานนี้เรื่องความด้อยพัฒนาที่มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจและการเมือง)

7.  ด้อยในอุตสาหกรรม แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วทำให้ประเทศด้อยพัฒนาเสียเปรียบ กล่าวคืออุตสาหกรรมเหล่านั้นมักเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมลภาวะประเทศพัฒนาแล้วจึงต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศด้อยพัฒนาแทนที่จะผลิตในประเทศของตนเอง เป็นการย้ายขยะและมลพิษทางอุตสาหกรรมไปให้ประเทศด้อยพัฒนาแต่ประเทศเหล่านี้ยังยินดีต้อนรับเพราะนั่นคือการลงทุนมหาศาลโดยไม่คิดว่าจะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

8.  อัตราว่างงานสูง ประเทศในยุโรปที่มีการว่างงานสูงคือตุรกี โปแลนด์ ฮังการี ที่มีคนทำงานมากที่สุดคือไอซ์แลนด์

9.  สตรีมีฐานะด้อยในสังคม ถูกเลือกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิทธิเสรีภาพน้อยกว่าผู้ชายโดยเฉพาะในประเทศที่ยึดมั่นในจารีตประเพณีแบบดั้งเดิม แต่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาผู้หญิงก็เพิ่งได้สิทธิทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้เองโดยผู้หญิงอเมริกันพากันเรียกร้องสิทธิทางการเมือง สิทธิเลือกตั้งให้เท่าเทียมกับผู้ชายก่อตั้งเป็นกระบวนการปลดปล่อยสตรี ท้ายที่สุดต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย ในสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสเพิ่งให้สิทธิเท่าเทียมแก่ผู้หญิงประมาณ ค.ศ. 1944 ชี้ให้เห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วมีวิวัฒนาการในเรื่องนี้ ส่วนประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศละเลยเรื่องนี้ไป

ถ้ามาดูอินเดียพบว่าผู้หญิงได้รับปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกับผู้ชายแต่อินเดียกลับมีนายกรัฐมนตรีหญิงคือนางอินทิรา คานธี หรือหัวหน้าพรรคคองเกรสปัจจุบันก็คือเป็นผู้หญิงคือนางซอนย่า คานธี ในศรีลังกาประมาณ 20 30 ปีก่อนมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกคือนางศิริมาโว บันดราไนยเก ปัจจุบันมีประธานาธิบดีหญิงคือนางจันทริกา กุมาระตุงคะ อินโดนีเซียมีนางเมกะวตี ซูการ์โนบุตรีเป็นอดีตประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์มีประธานาธิบดีหญิงถึงสองคนคือนางคอราซอน อาคีโน และคนปัจจุบันคือนางกลอเรีย อาร์โรโย่ อาร์เจนติน่าเคยมีประธานาธิบดีหญิงคือนางเอวิต้า เปรอง อาจเป็นไปได้ว่าพวกเธอเกิดมาในชาติตระกูลที่สูงจึงมีโอกาสได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ แต่ในประเทศไอซ์แลนด์ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายจนต้องออกมาเรียกร้องกันเมื่อเร็ว ๆ นี้

ทฤษฎีการพัฒนา

1.  ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory)

วิวัฒนาการหมายถึง

-การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เจริญขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติไม่มีใครมากำหนดควบคุม เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วินที่เชื่อว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงแล้วค่อย ๆ วิวัฒนาการมาจากเดินสี่เท้ามาเป็นเดินสองเท้า

-การเปลี่ยนแปลงที่มีการกำหนด / วางแผนโดยบุคคล คณะบุคคล ในระดับ Macro (สังคมโดยรวม) หรือในระดับ Micro (ระดับบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ)

2.  ทฤษฎีการหมุนเวียน / หมุนกลับ (Cyclical Changes) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่มิได้มุ่งหน้าหรือตกต่ำแต่อย่างเดียว แต่เป็นการสลับกันไประหว่างเจริญ เสื่อม เจริญ เป็นวงจรดังนี้ จุดเริ่มต้น ดีขึ้น ดีสูงสุด เสื่อม เสื่อมมาก เริ่มต้นใหม่ ดีขึ้น ดีสูงสุด เสื่อม เสื่อมมาก เริ่มต้นใหม่ หมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นวงจร เช่น เศรษฐกิจมีการพัฒนาจนดีขึ้น ๆ ถึงจุดดีสูงสุดเหมือนอย่างประเทศไทยที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ฉบับที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ และดีสูงสุดประมาณ พ.ศ. 2531 การค้าขายและส่งออกเฟื่องฟู อสังหาริมทรัพย์ซื้อง่ายขายคล่อง หลังจากนั้นประมาณ พ.ศ. 2538 ก็เริ่มเสื่อมจนฟองสบู่มาแตกใน พ.ศ. 2540 แต่สักระยะหนึ่งก็เริ่มฟื้นตัวมาได้

3.  ทฤษฎีจักรวรรดินิยม (Theory of Imperialism) จักรวรรดิหมายถึงอำนาจรวมอยู่ที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว เช่น จักรวรรดิโรมันมีศูนย์กลางการบริหารอำนาจอยู่ที่จักรพรรดิในกรุงโรม โรมมีอาณานิคมอยู่ทั่วไปทั้งในอังกฤษ แอฟริกาตอนเหนือ ตุรกี แต่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่จักรพรรดิเท่านั้น ถนนทุกสายจึงต้องมุ่งสู่กรุงโรมที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจ

ทฤษฎีจักรวรรดินิยมเป็นแนวความคิดของพวกที่ต่อต้านทุนนิยม ที่ต่อต้านมากที่สุดก็คือคาร์ล มาร์กซ เจ้าของทฤษฎีคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านชนชั้น ต่อต้านการมีรัฐโดยเน้นความเท่าเทียมกัน สังคมต้องมีเพียงชนชั้นเดียวคือชนชั้นกรรมาชีพเมื่อนั้นรัฐก็ไม่มีความจำเป็น เลนินเป็นคนนำทฤษฎีมาร์กซิสต์มาปฏิบัติ อีกคนหนึ่งคือโรซ่า ลักเซมเบิร์ก สามคนนี้มีความตรงกันว่าโลกทุนนิยมเป็นโลกของประเทศที่เอารัดเอาเปรียบ หลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงเกิดการต่อสู้กันระหว่างสองอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจคือโลกทุนนิยมที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำกับโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ

สาระสำคัญของทฤษฎีจักรวรรดินิยม

1.  ประเทศที่มิใช่อุตสาหกรรม (ประเทศเกษตรกรรม) จะต้องขึ้นต่อประเทศทุนนิยม (อุตสาหกรรม) จึงเปรียบเสมือนการเป็นอาณานิคมทางปัญญาทำให้ประเทศเกษตรกรรมทั้งหลายต้องเสียเปรียบ

2.  ประเทศทุนนิยมจะบังคับให้ประเทศด้อยพัฒนาต้องเปิดตลาดการค้าและการลงทุน ถ้าไม่ยอมเปิดจะต้องเจอกับมาตรการกดดันต่าง ๆ จากประเทศทุนนิยม อย่างกรณีไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ระยะหลังการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศมีมากขึ้นสหรัฐฯ ต้องบีบให้ไทยเปิดตลาดการค้าและการลงทุน เช่น บุหรี่ เดิมบุหรี่ไทยผูกขาดการผลิตโดยโรงงานยาสูบบุหรี่ต่างประเทศห้ามเข้ามาขายในประเทศไทย แต่สหรัฐฯ ก็มาบีบให้ไทยเปิดตลาดบุหรี่สุดท้ายไทยก็ต้องยอมรวมทั้งเปิดการลงทุนในด้านอื่น ๆ ด้วย มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนคอยอำนวยความสะดวกให้กับบรรษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้เองที่เป็นตัวกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศด้อยพัฒนา

การค้าขายระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สินค้าออกส่วนใหญ่ของไทยคือสินค้าเกษตร เช่น กุ้ง ปลาซึ่งขายดีมากในตลาดสหรัฐฯ จึงได้เปรียบดุลการค้ามาตลอด แต่ตอนหลังสหรัฐฯ กล่าวหาว่าการทำประมงของไทยใช้อวนตาเล็กซึ่งทำลายชีวิตเต่าทะเลไปด้วยสหรัฐฯ จะไม่ซื้อสินค้าประมงจากไทยอีก ไทยจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาดสหรัฐฯ เอาไว้ เช่น ปรับปรุงเครื่องมือให้ได้มาตรฐาน กองทัพเรือต้องช่วยเพาะพันธุ์เต่าทะเล เป็นต้น

หลังจากมีการก่อตั้งองค์การการค้าโลกประเทศที่เคยปิดกั้นสินค้าจากต่างประเทศก็ต้องเปิดตลาด หลังสงครามโลกครั้งที่สองพม่าส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกตามมาด้วยไทย หลังจากพม่าประสบปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ส่งข้าวออกมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ต่อมาสหรัฐฯ ได้ใช้เทคโนโลยีพัฒนาพันธุ์ข้าวและมีระบบกฎหมายที่ช่วยเหลือเกษตรกรอเมริกันจนสามารถส่งข้าวออกมาขายในตลาดโลกแข่งกับไทย ใครจะซื้อข้าวกับไทยต้องจ่ายเงินสดแต่ถ้าซื้อจากสหรัฐฯ ค่อยจ่ายทีหลังก็ได้ทำให้ประเทศคู่ค้านิยมซื้อข้าวจากสหรัฐฯ มากกว่าไทยเพราะกินก่อนผ่อนทีหลังระบบนี้ทำให้ตลาดข้าวกลายเป็นของสหรัฐฯ ไปประเทศเล็ก ๆ จึงต้องเสียเปรียบ

สำหรับประเทศญี่ปุ่นข้าวที่คนญี่ปุ่นบริโภคเรียกว่าพันธุ์ Japonica เม็ดกลม ๆ มีความเหนียว ส่วนข้าวไทยพัฒนามาจากพันธุ์ Indica ซึ่งเป็นข้าวเม็ดรี ร่วน แม้ว่าจะมีการเปิดตลาดข้าวของสมาชิกองค์การการค้าโลกแต่ข้าวไทยก็ตีตลาดข้าวต่างประเทศไม่ได้เพราะคนญี่ปุ่นไม่ชอบรับประทานข้าวพันธุ์ Indica คนเกาหลีใต้ก็เหมือนกันที่ชาตินิยมไม่ยอมรับประทานข้าวจากประเทศอื่น

3.  ความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเกิดจากการแสวงหาประโยชน์ของประเทศอุตสาหกรรม เช่น การย้ายฐานการลงทุนด้านอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมใดที่สร้างมลภาวะประเทศอุตสาหกรรมจะไม่เก็บไว้ในประเทศของตนเองจะหาทางย้ายไปลงในประเทศอื่น ประเทศที่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศจะเป็นตัวรองรับอุตสาหกรรมประเภทนี้จึงต้องรองรับขยะอุตสาหกรรม เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ที่นับวันขยะพวกนี้จะยิ่งเพิ่มปริมาณขึ้นทุกที เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งมีเรือลำหนึ่งมาจอดอยู่ที่ท่าเรือคลองเตยเป็นเวลานานหลายเดือนในนั้นมีแต่ขยะอุตสาหกรรม สืบไปสืบมาได้ความว่ามาจากประเทศสิงคโปร์ไม่รู้ว่าเข้ามาประเทศไทยได้อย่างไร

4.  ทฤษฎีการทำให้ทันสมัย (Modernization Theory) มีสาระสำคัญดังนี้

1.  ประเทศด้อยพัฒนาจะรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Economic Aid) จากประเทศพัฒนาแล้ว อาจอยู่ในรูปของเงิน สินเชื่อ วัตถุ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ

2.  จัดระบบตลาดเสรีแบบตะวันตก ตรงกับทฤษฎีจักรวรรดินิยมที่ว่าถ้าต้องการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยจะต้องเปิดตลาดไม่มีการกีดกันทางการค้า ระบบตลาดเสรีได้รับการตอกย้ำตั้งแต่เกิดองค์การการค้าโลก กลุ่มตลาดเสรีเรียกว่า Free Trade Area: FTA เป็นการจับกลุ่มกันเพื่อก่อตั้งเขตการค้าเสรี เช่น เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก) EU (สมาชิก 25 ประเทศ) เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือการทำเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีระหว่างรัฐต่อรัฐ ทั้งหมดนี้มาจากแนวความคิดการทำให้ทันสมัยของตะวันตก

3. มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สหภาพโซเวียตในอดีตก็มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจหลายฉบับ ประเทศไทยเริ่มมีแผนฯ ใน พ.ศ. 2504 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงปัจจุบันอยู่ในแผนฯ 9 และกำลังร่างแผนฯ 10 อยู่ ลาวแม้จะเป็นประเทศสังคมนิยมก็มีการวางแผนพัฒนาเช่นเดียวกันโดยเชิญนักเศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศรวมทั้งไทยไปช่วยวางแผน

4.  การเอาชนะความด้อยพัฒนา ถ้าอยากเป็นประเทศที่ทันสมัยก็ต้องทำให้ความด้อยพัฒนาทั้งหลายหมดไป

5.  มีการร่วมมือระหว่างประเทศ (Cooperation) ข้อนี้สัมพันธ์กับข้อที่ 1 หลังสงครามโลกครั้งที่สองมีประเทศเกิดใหม่มากมายโดยเฉพาะในแอฟริกาที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวให้ประเทศของตนเองอยู่รอด กล่าวคือในช่วงที่เป็นอาณานิคมทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเมืองแม่ เมื่อได้รับเอกราชแล้วประเทศเหล่านี้ต้องอยู่ลำพังอดีตเมืองแม่จึงต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อให้อดีตอาณานิคมของตนเองเกิดการพัฒนา

แต่มีผู้นำประเทศในแอฟริกาหลายประเทศมองว่าการให้ความช่วยเหลือตามข้อ 1 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนรวยกับคนจนที่คนรวยต้องบริจาคให้กับคนจน แต่ประเทศของพวกตนไม่ใช่ประเทศยากจนเป็นเพียงประเทศเกิดใหม่ ดังนั้นการมาให้ความช่วยเหลือจึงไม่ถูกต้อง ต้องเปลี่ยนมาเป็นความร่วมมือคือเปลี่ยนจาก Economic Aid มาเป็น Cooperation แทน เพราะถ้าประเทศร่ำรวยอยากบริจาคแต่ประเทศในแอฟริกาไม่ยอมรับการบริจาคก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการที่ประเทศในแอฟริการับความช่วยเหลือก็คือการให้ความร่วมมือทำให้การให้ประสบความสำเร็จเกิดเป็นความร่วมมือกันมากกว่าฝ่ายหนึ่งช่วยเหลืออีกฝ่ายหนึ่ง (จริง ๆ แล้วก็คือเอาเงินเขามานั่นเองแต่แกล้งเลี่ยงบาลีว่าเป็นความร่วมมือเพื่อทำให้ประเทศตนเองดูมีศักดิ์ศรีขึ้นมา)

ถึงตรงนี้อาจารย์เปิดประเด็นว่าการพัฒนา (Development) กับการอนุรักษ์ (Conservation) เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำตอบจากนักศึกษาสรุปได้ดังนี้

1.  สองเรื่องนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ เช่น พัฒนาให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นแต่ก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย หรือนโยบาย OTOP ของรัฐบาลเป็นการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์มาพัฒนาให้เป็นสินค้าส่งออก

พระชาญจากขอนแก่นให้ความเห็นว่าก่อนจะพัฒนาต้องอนุรักษ์เสียก่อนแล้วค่อยพัฒนาให้ดีขึ้น เช่น ผ้าไหมไทยต้องได้รับการอนุรักษ์จากนั้นจึงพัฒนาให้สามารถส่งขายต่างประเทศได้

2.  เรื่องนี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง การพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่การอนุรักษ์คือการคงอย่างเดิมไว้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง สองสิ่งนี้ทำควบคู่กันได้ยากมากเพราะถ้าเราต้องการอนุรักษ์การพัฒนาก็จะไม่เกิดขึ้น เช่น ชาวสุโขทัยต้องการเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมแต่ก็ต้องทำลายป่าไม้ในจังหวัดแพร่กลายเป็นปัญหาระหว่างรักพัฒนากับนักอนุรักษ์

อาจารย์ฉายภาพพระขี่ม้า ชาวนาใช้นกกระจอกเทศไถนาแล้วถามว่านี่คือการพัฒนาหรืออนุรักษ์ เพื่อนนักศึกษาตอบว่าเป็นทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาไปควบคู่กัน อาจารย์เฉลยว่าภาพการใช้นกกระจอกเทศไถนาเกิดขึ้นบนความแห้งแล้งของดินแดนอีสาน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีอาชีพทำนาเป็นหลักและเลี้ยงนกกระจอกเทศเป็นอาชีพเสริม แต่หลังจากที่ควายใกล้จะสูญพันธุ์และมีราคาค่อนข้างแพงได้มีชาวนาหัวใสทดลองใช้นกกระจอกเทศมาไถนาแทนควายผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นดีเนื่องจากนกกระจอกเทศเป็นนกที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก เมื่อไถนาจึงคล่องตัวและรวดเร็ว นับเป็นจุดเปลี่ยนของวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนใครเพราะชาวบ้านที่นั่นได้หันมานิยมนกกระจอกเทศไถนาแทนควายมาจนถึงปัจจุบัน อาจารย์บอกว่านี่คือ Easternization

การพัฒนาเศรษฐกิจ

-สมัยสุโขทัย เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Self Sufficient Economy) การทำนาทำไร่เป็นไปเพื่อเลี้ยงชีพไม่ได้ทำเพื่อการแลกเปลี่ยน ค้าขาย หรือส่งออก ภาษีที่เจ้านายเก็บจะเก็บจากแรงงานและผลผลิต

-สมัยอยุธยา เริ่มมีการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น (มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแต่ยังไม่กว้างขวาง) อยุธยาถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรม ตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาคือโปรตุเกส ตามมาด้วยสเปน ฝรั่งเศส ฮอลันดา สังคมไทยยังคงเป็นสังคมเกษตร

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในปัจจุบัน

1.  สร้างรากฐานสังคมให้เข้มแข็ง ปัญหาเศรษฐกิจจะเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมและการเมือง จึงต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อทำให้สังคมเข้มแข็ง

2.  ปฏิรูปการบริหารจัดการ ให้ทันสมัยมีความโปร่งใสตรวจสอบได้

3.  เศรษฐกิจก้าวทันโลก ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต้องทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ล้าหลัง

เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์เหล่านี้แผนฯ 9 จึงเกิดขึ้นมีวัตถุประสงค์หลักคือ

1.  ปรับประเทศให้เข้าสู่ดุล

2.  สร้างคุณภาพของคนและการบริการ คนไทยต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคง การพัฒนาต้องเริ่มต้นที่คนถ้าคนดีทุกอย่างจะดีตามไปด้วย

3.  คุณธรรมในสังคม

4.  ก้าวทันโลก

เป้าหมายของแผนฯ 9

1.  สร้างรากฐานในการพัฒนา การพัฒนาต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

2.  สู้ความยากจน ความยากจนต้องลดลง

3.  คุณภาพชีวิต

4.  คนพึ่งตนเองได้

ภารกิจของแผนฯ 9: ผนึกกำลังเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจเน้นในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

สังคมไทยเป็นทั้งสังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม และสังคมบริโภค เพื่อน ๆ ให้ความเห็นว่า สังคมเกษตรหรือสังคมชนบทเป็นสังคมดั้งเดิมของประเทศไทย การทำมาหากินอาศัยการเกษตร ผลผลิตขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ผู้คนเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าวชาวบ้านในละแวกเดียวกันจะมาช่วยเหลือกัน สังคมเมืองเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่ต่างคนต่างอยู่ รายได้มาจากการขายแรงงานและความรู้ความสามารถ ส่วนสังคมบริโภคหมายถึงการบริโภคตามการโฆษณา เห็นคนอื่นมีอะไรเราก็ต้องมีด้วย เช่น โทรศัพท์รุ่นใหม่ราคาแพงมีลูกเล่นมากมายทั้งที่ใช้แค่การโทรเข้ากับรับสายเท่านั้นจึงเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อาจารย์กล่าวสรุปถึงสังคมทั้งสามว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยอิงกับเกษตรกรรมเป็นหลักเรียกว่าสังคมเกษตรกรรมหรือสังคมชนบท เพิ่งจะพัฒนาอุตสาหกรรมใน พ.ศ. 2504 มีการออก พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกแต่ฐานเศรษฐกิจยังอยู่ที่การเกษตร วิถีชีวิตของผู้คนยังผูกพันอยู่กับการเกษตร การผลิตยังเป็นไปตามวิถีธรรมชาติ เช่น การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง มีการเรียกร้องที่ดินทำกินในหลาย ๆ พื้นที่อย่างกรณียายไฮที่ต้องต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินของตนเองมานานถึง 27 ปี

สังคมเกษตรหรือสังคมชนบทเป็นสังคมที่เน้นการให้ แต่ในที่สุดจะพัฒนาไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม / สังคมเมืองหรือสังคมบริโภคที่เน้นการซื้อ การใช้จ่ายมากกว่าการให้และการออมอันเป็นผลมาจากการเน้นที่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูถึงการกระจายรายได้หรือช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ตอนนี้คนไทยที่จนที่สุดมีรายได้ 830 บาทต่อเดือนความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยต่างกันถึง 23 เท่า (เดิมต่างกัน 25 เท่า)

*******************************************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำบรรยายวิชา PS 704 แนวคิดและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ภาคบ่าย

 

ปัญหาสังคม

ศาสนาและความเชื่อ

สมัยสุโขทัยเชื่อในพุทธศาสนา ฮินดู พราหมณ์ และทฤษฎีเทวราชคือเชื่อในความศักดิ์สิทธิของผู้ปกครอง เป็นผู้มีอำนาจปกครองมาจากสวรรค์ ความเชื่อนี้มีทั้งในเอเชียและยุโรปโดยเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้สร้างรัฐและปกครองดูแลรัฐผ่านตัวแทน

สมัยอยุธยาอารยธรรมมอญและขอมเริ่มเข้ามาเห็นได้จากมีการสร้างปราสาทหินมากมายในประเทศไทย เช่น ปราสาทหินพิมาย พระปรางค์สามยอด ปราสาทเมืองสิงห์ ส่วนพุทธศาสนา ฮินดู พราหมณ์ และความเชื่อเรื่องวิญญาณนิยมก็ยังปรากฏอยู่ เช่น ฝังคนที่มีชื่อเป็นสิริมงคล เช่น นายมั่น นายคงไว้ใต้เสาหลักเมืองทั้งเป็นเพื่อให้เป็นเจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองบ้านเมือง การสร้างศาลพระภูมิเพื่อรักษาบ้านให้ปลอดภัย หรือไร่นาของคนภาคอีสานก็มีการตั้งศาลไว้คอยดูแลรักษานาให้มีความอุดมสมบูรณ์

ประชากรในสมัยสุโขทัยประกอบด้วย

1.  ไพร่ เป็นประชากรกึ่งอิสระ

2.  ทาส เป็นประชากรที่ขาดอิสระ

ทั้งไพร่และทาสถือเป็นผู้อาศัยต้องตอบแทนเจ้าของที่ดินด้วยแรงงาน

โครงสร้างสังคมไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัยถึงอยุธยา (500 ปี) เป็นสังคมศักดินาหมายถึงความสูงต่ำตามการถือครองที่นา ประกอบด้วยชนชั้นต่าง ๆ ดังนี้

1.  เจ้า

2.  ขุนนางทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติ ขุนนางต่างชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคือขุนนางชาวกรีกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชชื่อคอนสแตนติน ฟอลคอน รับราชการได้บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

3.  พระสงฆ์

4.  ไพร่ ทาส

ถึงปัจจุบันสภาพเช่นนี้ก็ยังไม่ได้หมดไป เช่น คนไทยยังเชื่อเรื่องวิญญาณอยู่ ประเด็นปัญหาสังคมของไทยในปัจจุบันมีหลายประเด็น ได้แก่

1.  ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันใช้กันอย่างไม่มีแผน เมื่อ 40 50 ปีก่อนประเทศไทยมีพื้นที่ป่าถึง 80% ของพื้นที่แต่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20%

2.  การเสียสมดุลของระบบนิเวศ เห็นได้ชัดจากระยะหลังฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาลเกิดภัยแล้งถึงหน้าฝนน้ำก็ท่วมเพราะไม่มีป่าคอยดูดซับน้ำ

3.  ปัญหาแรงงานและแรงงานเด็ก ประเทศไทยกำลังพัฒนาตามแผนพัฒนาประเทศ แต่ในการพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมยังต้องอาศัยแรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าว (ลาว เขมร พม่า) ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพื่อน ๆ ให้ความเห็นว่า

-แรงงานต่างด้าวคิดค่าแรงถูกเป็นที่ต้องการของนายทุนในประเทศไทย แต่เงินก้อนนี้แรงงานต่างด้าวมองว่ามีค่ามากจึงพากันไหลทะลักเข้ามาทำงานในประเทศไทย ส่วนแรงงานเด็ก คำว่า เด็ก ตามกฎหมายอาญาหมายถึงผู้ที่มีอายุ 7 14 ปี ถ้า 15 ปีขึ้นไปเรียกว่าเยาวชน ผู้เยาว์ หมายถึง ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 14 ปี กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศจะคุ้มครองเรื่องการใช้แรงงานเด็ก ถ้าไทยใช้แรงงานเด็กในการผลิตสินค้าจะถูกกีดกันไม่ให้ส่งไปขายในประเทศพัฒนาแล้ว

-เกิดจากเจ้าของกิจการต้องการได้แรงงานราคาถูก อีกประการหนึ่งคือแรงงานที่มีการศึกษาไม่อยากทำงานต่ำ ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้ต้องใช้แรงงานต่างด้าว เหมือนกับที่แรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศเพราะงานเหล่านั้นเจ้าของประเทศเขาไม่อยากทำ

-ปัญหาแรงงานเด็กส่วนหนึ่งมาจากความยากจน ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาสูง ๆ ครอบครัวต้องผลักให้เด็กออกไปหางานทำ ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำคนไม่มีงานทำจึงเป็นเหตุจูงใจให้ก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น

-ปัญหาอาชญากรรมเกิดจากช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่คนจนเห็นคนรวยมีก็อยากจะมีอย่างนั้นบ้าง

อาจารย์สรุปว่า การมีแรงงานต่างด้าวเพราะคนไทยเลือกงาน อยากทำงานสบายรายได้สูง เป็นลักษณะของสังคมบริโภคนิยมโดยเฉพาะในเมืองไทย ในลาว กัมพูชา พม่าไม่ค่อยมีงานทำทำให้คนของเขาต้องดิ้นรนหาชีวิตที่ดีกว่าโดยการเข้ามาทำงานในเมืองไทย เหมือนกับการที่แรงงานไทยต้องไปไต้หวันหรือตะวันออกกลางเพราะที่นั่นขาดแคลนแรงงาน หรือคนงานในสเปน โปรตุเกสก็จะดิ้นรนไปทำงานในประเทศอื่นในยุโรปที่เศรษฐกิจดีกว่า เช่น ในฝรั่งเศสซึ่งคนฝรั่งเศสจะไม่ทำงานต่ำ  ๆ อย่างเป็นแม่บ้านหรือกวาดถนน งานเหล่านี้ให้คนต่างชาติทำ ลักษณะเช่นนี้จะทดแทนกันไปเรื่อย ๆ แต่บางประเทศก็ไม่มีปัญหานี้ เช่น มาเลเซีย ไม่เคยมีแรงงานมาเลเซียมาทำงานในเมืองไทยมีแต่แรงงานไทยจะเข้าไปมาเลเซีย

4.  ปัญหาอาชญากรรม

5.  ปัญหาชุมชนแออัดและการขาดแคลนที่อยู่ อาชญากรรมทุกอย่างเกิดขึ้นในชุมชนแออัด

6.  ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

7.  ปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติภัยบนท้องถนน

ปัญหาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

เดิมระบบการศึกษาไทยจะรวมอยู่ที่เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ เมื่อสี่สิบปีก่อนคนที่อยากจะเรียนระดับปริญญาตรีก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กระจายมหาวิทยาลัยออกไปยังภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา

ในอดีตการศึกษาไทยทำกันที่วัด พระเป็นที่พึ่งในทุก ๆ ด้าน อาจารย์เปิดประเด็นว่าบ้าน วัด โรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญหรือไม่ เพื่อน ๆ ให้ความเห็นว่า

-บ้านคือครอบครัว วัดเป็นสถานที่รวบรวมความรู้ วัฒนธรรม จารีตประเพณี อย่างวัดโพธิ์ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

-บ้าน วัด โรงเรียน หรือ บวร เป็นที่ให้การศึกษาของคนไทย บ้านเป็นจุดเริ่มต้นในการให้การศึกษาแก่บุตรหลานตามมาด้วยวัดแต่เด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะได้เรียน เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นก็มีการก่อตั้งโรงเรียนที่ให้โอกาสทั้งผู้หญิงและผู้ชายในการเรียนหนังสือ

-ปัจจุบันวัดยังมีบทบาทในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชน เช่น เปิดศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ จัดการเข้าค่ายพุทธบุตร พุทธธรรม ตอนนี้รัฐบาลมีโครงการให้พระไปสอนหนังสือเด็กในโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนละสองรูปในวิชาพระพุทธศาสนา

อาจารย์ฉายภาพพระเดินขบวนเรียกร้องให้ ส.ส. และ ส.ว. แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้เขียนว่าศาสนาพุทธคือศาสนาประจำชาติ อีกภาพหนึ่งคือการเดินขบวนเรียกร้องไม่ให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น รวมทั้งภาพผู้ประกวดนางงานจักรวาลที่มีวัดเป็นฉากหลัง ภาพพระพุทธรูปวางไว้หน้าร้านอาหารในต่างประเทศ ภาพโฆษณาเครื่องดื่มโคคาโคลาทำเป็นรูปพระเยซูแล้วมีข้อความว่า Coca Cola, This is my blood. ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่มองว่าไม่เหมาะสม อาจารย์ให้ความเห็นว่าภาพหลังนี้เป็นเรื่องของสังคมบริโภคที่เน้นเรื่องการขายอย่างเดียว

ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ได้แก่

-การขาดแคลนทรัพยากรบุคคล

-สถาบันครอบครัว

-ค่านิยมที่เน้นเรื่องการบริโภคซึ่งเราได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก

ปัญหาการแพทย์และสาธารณสุข

โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจาการพัฒนาเศรษฐกิจคือโรคที่เกิดจาก

1.  ความยากจน

2.  ความร่ำรวย

3.  สภาพทางสังคม

ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทำลายล้าง เช่น ผักอุดมไปด้วยสารพิษและยาฆ่าแมลง นมผงมีหนอน โรคระบาดที่แพร่จากสัตว์ไปสู่คน เมื่อบ้านเมืองพัฒนาโรคภัยก็พัฒนาตัวเองเหมือนกันอย่างไข้หวัดนกจากที่เคยระบาดจากสัตว์สู่สัตว์ก็แพร่มาสู่คน

การพัฒนาการเมือง (Political Development)

นอกเหนือจากการพัฒนาเศรษฐกิจก็ต้องมีการพัฒนาการเมืองจากการเมืองที่ด้อยพัฒนา (Under / Less Developed) ไปสู่การเมืองที่กำลังพัฒนา (Developing) และการเมืองที่พัฒนาแล้ว (Developed)

การพัฒนาการเมืองก็คือการทำให้ทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization)

การปฏิรูป (Reform) หมายถึง แนวทางการจัดการกับสภาวะหรือสถานภาพที่ดำรงอยู่เพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงฉับพลันทันทีและมิใช่การบีบบังคับ แต่ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจชักจูงให้มีการยอมรับดำเนินการร่วมกันในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างสมัครใจ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้มีการยอมรับ เรียนรู้ ปรับตัวและปรับเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเมืองเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับอำนาจและการใช้อำนาจเพื่อให้คุณและให้โทษก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ได้ประโยชน์เสียประโยชน์

การปฏิรูปการเมือง หมายถึง การมีเป้าหมาย แนวทางและมาตรการที่เป็นระบบชัดเจนเป็นรูปธรรมที่จะแก้ไขสภาพการณ์ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ โดยที่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์นั้นเสียก็จะกระทบถึงความชอบธรรมและประสิทธิภาพของสถาบันรวมทั้งกระบวนการทางการเมือง ในอันที่จะเป็นเครื่องมือในการลดหรือแก้ไขความขัดแย้งภายในสังคม ตลอดจนในการผลักดันให้มีการพัฒนาประเทศ

การปฏิรูปทางการเมืองต่างกับการพัฒนาทางการเมืองตรงที่การพัฒนาทางการเมืองนั้นเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อระบบและกระทบต่อกระบวนการทางการเมือง โดยที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในลักษณะที่ทำให้ระบบและกระบวนการทางการเมืองเปิดกว้างให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น การพัฒนาทางการเมืองจึงเป็นทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองและโดยพลังทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นตัวผลักดัน

การปฏิรูปทางการเมืองเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้ผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนกติกาหลักทางการเมือง (รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง) โดยมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม การปฏิรูปทางการเมืองจึงมีลักษณะเฉพาะเจาะจง มีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่ชัดเจนต่างกับการพัฒนาทางการเมืองซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยทั่วไปและไม่มีเงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงชัดเจนเพราะเป็นวิวัฒนาการของปัจจัยหลาย ๆ ด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่สลับซับซ้อน

ลูเซียน พาย (Lucian W. Pie) เขียนหนังสือชื่อ Aspects of Political Development เป็นการทำวิจัยว่าประเทศด้อยพัฒนาควรพัฒนาการเมืองอย่างไร เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองหรือพหุภาพแห่งการพัฒนา 10 แนวทาง ได้แก่

1.  การพัฒนาการเมืองคือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ

2.  การพัฒนาการเมืองคือการเมืองในสังคมอุตสาหกรรม (สังคมตะวันตก)

3.  การพัฒนาการเมืองคือการทำให้การเมืองทันสมัย

4.  การพัฒนาการเมืองคือระบบการเกิดรัฐชาติ (Nation State) ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐบาล ดินแดน ประชากร อำนาจอธิปไตย

5.  การพัฒนาการเมืองคือการพัฒนาการบริหารและกฎหมาย เช่น การมีธรรมาภิบาล

6.  การพัฒนาการเมืองคือการระดมคนและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

7.  การพัฒนาการเมืองคือการสร้างประชาธิปไตย

8.  การพัฒนาการเมืองคือเสถียรภาพทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบ

9.  การพัฒนาการเมืองคือการระดมพลและอำนาจ

10.  การพัฒนาการเมืองเป็นแนวคิดหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

แซมมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) กล่าวถึง การทำให้ระบบการเมืองทันสมัย (Political Modernization) ดังนี้

1.  การใช้อำนาจต้องมีเหตุผล (Rationalization of Authority)

2.  แยกแยะหน้าที่ตามความชำนาญเฉพาะ (Differentiation and Specialization)

3.  การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)

การพัฒนาการเมืองไทย

1.  สถาบันการปกครอง

ในอดีตผู้นำทางการเมืองไทย ได้แก่ ขุน® พ่อขุน® เจ้าเมือง / พ่อเมือง® พระยา / พญา® กษัตริย์

2.  หลักการปกครอง

ถือเอาลัทธิเทวราชย์ แนวคิดของพราหมณ์ ฮินดู หลักมหาสมมุติ หลักพระพุทธศาสนา และการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ สมัยสุโขทัยปกครองแบบพ่อขุนหรือพ่อปกครองลูกมาถึงสมัยอยุธยายึดหลักเทวราชย์ ถือว่ากษัตริย์เป็นตัวแทนจากสวรรค์ลงมาปกครองมนุษย์ ระบอบการเมืองการปกครองเป็นแบบจตุสดมภ์คือเวียง วัง คลัง นา การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระองค์ทรงปฏิรูปการปกครองแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนคือส่วนเหนือและส่วนใต้ ส่วนเหนือมีสมุหนายกดูแล ส่วนใต้มีสมุหกลาโหมดูแลทั้งเวียง (เมือง) วัง (กษัตริย์) คลัง (เศรษฐกิจ) นา (เกษตร) และกองทัพ

ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงนำแนวคิดตะวันตกเข้ามาเปลี่ยนแปลงจตุสดมภ์เป็นกระทรวง มีเสนาบดีเป็นผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นพระราชโอรส กระทรวงในยุคแรก เช่น มหาดไทย กลาโหม เกษตราธิการ พาณิชย์ ธรรมการ (ศึกษาธิการ)

รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งดุสิตธานีเป็นหุ่นจำลองในการศึกษาประชาธิปไตย แต่มีนายทหารกลุ่มหนึ่งพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏ ร.ศ. 130

รัชกาลที่ 7 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

จุดประสงค์หลักของการพัฒนาการเมือง

1.  เสถียรภาพ (Stability)

2.  ประสิทธิภาพ (Efficiency)

3.  ความชอบธรรม (Legitimacy)

วงจรการเมืองของไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 2534 ตามทฤษฎีวัฏจักรเริ่มต้นจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล เกิดกระบวนการทางรัฐสภาแต่เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งกลับเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นวิกฤตการณ์จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยการใช้กำลัง (ปฏิวัติ รัฐประหาร) เผด็จการปกครองบ้านเมืองสักระยะหนึ่งจึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง

Quiz:

1.  การพัฒนา (Development) เพื่อให้เกิดความทันสมัย (Modernization) นั้นขัดหรือสอดคล้องกับการอนุรักษ์ (Conservation) อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

2.  ความทันสมัย (Modernization) คือการพัฒนา (Development) กับความทันสมัยคือการทำลายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร จงอธิบาย

3.  ปัญหาทางการเมืองก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาเศรษฐกิจก่อให้เกิดผลทางการเมือง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ให้เหตุผลประกอบ

4.  Westernization (การทำให้เป็นตะวันตก) กับ Easternization (การทำให้เป็นตะวันออก) ท่านเห็นด้วยในกรณีใดที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน

ข้อสอบ Final มีสามข้อต้องทำทุกข้อ

********************************************************

 

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view